[x] ปิดหน้าต่างนี้
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป   
English Chinese (Simplified) Chinese (Traditional) French German Italian Japanese Korean Portuguese Russian Spanish Vietnamese Thai     
ค้นหา   
เมนูหลัก
ระบบสมาชิก
Username :
Password :
[ สมัครสมาชิก ] | [ ลืมรหัสผ่าน ]
สมาชิกทั้งหมด 52 คน
สมาชิกที่กำลังออนไลน์ 0 คน
ฝากข้อความ
ชื่อ :
ข้อความ (ตัวแสดงอารมณ์)
link banner
poll

   คุณคิดว่าเวปนี้เป็นอย่างไร


  1. ดีมาก
  2. ดี
  3. ปานกลาง
  4. แย่
  5. แย่มาก

  

   เว็บบอร์ด >> ห้องนั่งเล่น >>
ที่มาและความหมายของคำว่า "สลิ่ม" ศัพท์การเมืองที่หลายคนรู้จัก  VIEW : 7    
โดย 3642

UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว : 1
ตอบแล้ว :
เพศ :
ระดับ : 1
Exp : 20%
เข้าระบบ :
ออฟไลน์ :
IP : 1.10.215.xxx

 
เมื่อ : อาทิตย์ ที่ 2 เดือน สิงหาคม พ.ศ.2563 เวลา 03:31:01   

 ที่มาและความหมายของคำว่า "สลิ่ม" ศัพท์การเมืองที่หลายคนรู้จัก
S! Campus
สนับสนุนเนื้อหา

เราเชื่อว่าคงไม่มีใครที่ไม่รู้จักศัพท์ทางการเมืองอย่างคำว่า สลิ่ม กันอย่างแน่นอน ด้วยความหมายและการใช้ที่เอาไว้เรียกผู้ที่มีมุมมองทางการเมืองอย่างชัดเจนนั่นเอง แต่เพื่อนๆ เคยสงสัยกันไหมว่า คำว่า สลิ่ม นั้นมาจากไหน แล้วมีความเกี่ยวข้องอะไรกับขนมไทย ซ่าหริ่ม

ซ่าหริ่ม

istock-679694460

ซ่าหริ่มเป็นขนมไทยประเภทหนึ่งมีลักษณะเป็นเส้นที่มักมีหลายสีและรับประทานกับน้ำกะทิโดยมีรสชาติหอมมันและมีกลิ่นใบเตยอีกด้วย ซ่าหริ่มมีขายอยู่ตามตลาดทั่วไปในประเทศไทยและเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก มักรับประทานโดยเติมน้ำเชื่อมและน้ำแข็ง ส่วนผสมสำคัญของซ่าหริ่มจะมีแป้งถั่วเขียว น้ำลอยดอกมะลิ น้ำตาลทราย น้ำใบเตยคั้น และน้ำกะทิ

ที่มาและความหมายของคำว่า "สลิ่ม" ศัพท์การเมืองที่หลายคนรู้จัก

istock-484668065

ในช่วงวิกฤตการณ์การเมืองไทย พ.ศ. 2548-2553 ได้มีการเปรียบเทียบกลุ่มเสื้อหลากสีเป็นซ่าหริ่มเพราะซ่าหริ่มมีหลายสี โดยใช้คำว่า "สลิ่ม" ที่มาและบริบทความหมาย ช่วงต้นปี 2553 มีการชุมนุมทางการเมืองของคนเสื้อแดงที่เรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ในขณะนั้นยุบสภา ข้อเรียกร้องดังกล่าวได้ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านคนเสื้อแดงอย่างหลากหลาย และหนึ่งในนั้นคือการเกิดขึ้นของกลุ่มประชาชนพิทักษ์ชาติ (ไม่แบ่งสี) โดยการนำของ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ซึ่งกลุ่มนี้ต่อมาขนานนามตนเองว่าเป็น "กลุ่มเสื้อหลากสี" การเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อหลากสีได้สร้างปฏิกิริยาโต้กลับจากฝ่ายเสื้อแดงในทางเย้ยหยัน ว่าเป็นแค่การเปลี่ยนชื่อ/เปลี่ยนสีเสื้อ ของคนเสื้อเหลืองเก่า ที่ไม่สามารถใช้เสื้อเหลืองในการเคลื่อนไหวอย่างสะดวกใจได้ต่อไป เนื่องจากการเสื่อมความนิยมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกอบกับความกระดากที่กลุ่มพันธมิตรได้กลายเป็นผู้ต้องหาในคดีสำคัญๆ

โดยมีการเรียก กลุ่มเสื้อหลากสี แทนคำว่า สลิ่ม ด้วยเหตุผลว่าสลิ่ม หรือขนมซ่าหริ่ม เป็นขนมที่มีเส้นหลากหลายสีสัน เป็นการล้อไปกับสภาพเสื้อที่หลากหลายสีของกลุ่มเสื้อหลากสี แม้ว่าในเบื้องแรกสลิ่มจะถูกใช้ขนานนามให้คนเสื้อหลากสีเป็นการเฉพาะ แต่ในที่สุดแล้วคำนี้ก็ได้กลายเป็นสแลงทางการเมืองที่แพร่หลายมากคำหนึ่งนั่นเอง

 

    ไอโอ (IO) หรือ Information Operation คืออะไร แล้วมันคือกลยุทธ์ทางสงครามแบบไหน?
Natchaphon B.

มนุษย์ติดโซเชียล พร้อมพาส่องหนุ่มหล่อสาวสวยมากความสามารถ ชอบอัปเดตเทรนด์ของโลก มีอะไรปังๆ ดังๆ ก็ไม่พลาดเอามาเล่าให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน

IO มาจาก “Information Operation” แปลเป็นภาษาไทย คือ “ยุทธการทางข้อมูลข่าวสาร” มันเป็นกลยุทธ์การสู้ด้วยข้อมูลข่าวสารนั่นเอง ทั้งนี้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและสร้างกระแสความได้เปรียบมาอยู่ในฝ่ายตนเอง อีกทั้งสามารถใช้เพื่อการปลุกปั่นยุยงส่งเสริมให้เป็นไปตามความต้องการอีกด้วย

ช่องทางของการใช้ ยุทธการทางข้อมูลข่าวสาร Information Operation หรือที่เรียกย่อๆ ว่า IO นั้น เป็นยุทธการทางข้อมูลข่าวสารโดยใช้สื่อต่างๆ เช่น

เครือข่ายอินเทอร์เน็ต
สื่อสังคมออนไลน์
จิตวิทยามวลชน
ภาพมายาทางทหาร
การปล่อยข่าวลับ
แพร่ข่าวลวง
การบิดเบือนข่าวสาร
IO ถูกนำมาใช้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ สร้างอิทธิพลในการตัดสินใจของฝ่ายตรงข้าม โดยการควบคุมข้อมูลข่าวสารที่ศัตรูได้รับ รวมทั้งการหว่านพืชหวังผลการข่าว ปลุกกระแสมวลชน ยึดครองอำนาจและประโยชน์ ดังนั้นมันจึงไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่เรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์ที่เคียงคู่กับการสู้รบในโลกมาตั้งแต่ไหนต่อไหน

สงครามที่ใช้ IO เป็นเครื่องมือสำคัญที่โดดเด่นที่สุดในโลกนี้คงหนีไม่พ้น “สงครามเย็น (Cold War)” สงครามที่เกิดขึ้นในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่ขั้วอำนาจด้านเสรีนิยมประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกา แย่งชิงความเป็นใหญ่กับขั้วอำนาจสังคมนิยมสหภาพโซเวียต ยุคสมัยของสงครามเย็น สหรัฐอเมริกาไม่ได้จับอาวุธขึ้นรบกับสหภาพโซเวียตโดยตรง แต่ต่อสู้กันผ่านสงครามตัวแทนอย่างสงครามเวียดนาม (Vietnam War) และสงครามเกาหลี (Korean War) ไปจนถึงการใช้ข้อมูลข่าวสารชิงดีชิงเด่นสร้างความได้เปรียบให้กับฝ่ายตัวเองอย่างที่เรียกว่า กลยุทธ์ IO นั่นเอง ดังที่มีกรณีกระฉ่อนออกมาเรื่องการส่งมนุษย์ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเป็นแค่เรื่องลวงโลกกันแน่ จนกลายเป็นกรณีศึกษาเรื่อง IO ชื่อดังระดับโลก

   "คำศัพท์เด็กมหาวิทยาลัย" เปอร์, ไทร์, เมกอัป คำพวกนี้มันมีความหมายว่าอะไรกัน?
Natchaphon B.

มนุษย์ติดโซเชียล พร้อมพาส่องหนุ่มหล่อสาวสวยมากความสามารถ ชอบอัปเดตเทรนด์ของโลก มีอะไรปังๆ ดังๆ ก็ไม่พลาดเอามาเล่าให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน

แน่นอนว่าแต่ละกลุ่มและชุมชนก็มักที่จะมีศัพท์เฉพาะกลุ่ม ที่เข้าใจกันเฉพาะคนที่อยู่ในกลุ่มหรือชุมชนนั้นๆ ซึ่งชุมชนเด็กมหาวิทยาลัยเขาก็มีศัพท์ที่เฉพาะทางและรู้กันเฉพาะกลุ่มเด็กมหาวิทยาลัยเหมือนกัน ซึ่งในครั้งนี้ Sanook Campus เราก็เลยจะพาเพื่อนๆ มาเรียนรู้ คำศัพท์เด็กมหาวิทยาลัย กันซักหน่อย แต่ละคำที่เขาพูดๆ กัน มันมีความหมายอะไรกันบ้าง มาดูกันเลย

"คำศัพท์เด็กมหาวิทยาลัย" เปอร์, ไทร์, เมกอัป คำพวกนี้มันมีความหมายว่าอะไรกัน?
ดรอป (Drop)
หมายถึง การถอนกระบวนวิชา ส่วนมากจะใช้ในกรณีที่นักศึกษาได้คะแนนสอบช่วงกลางภาคไม่น่าพึงพอใจ ก็จะไปยื่นคำขอถอนกระบวนวิชา เป็นการทับศัพท์ภาษาอังกฤษคำว่า “Drop”

เปอร์ (Super Senior)
หมายถึง นักศึกษาที่ใช้เวลาในการเรียนเกินกว่าหลักสูตรกำหนด เช่น หลักสูตรปกติกำหนดมาให้สามารถจบได้ใน 8 ภาคการศึกษา (4 ปี) ถ้านักศึกษาคนนั้นอยู่มาแล้ว 5 ปี ก็จะถูกเรียกว่า “ปีเปอร์” หรือถ้าใช้เวลา 6 ปีในการเรียนจบ ก็สามารถบอกได้ว่า “เรียนจบนะ แต่เปอร์ไป 2 ปี”

ไทร์ (Retire)
หมายถึง การถูกทำให้พ้นสภาพนักศึกษา เนื่องจากเกรดเฉลี่ยสะสมต่ำกว่าเกณฑ์

แอดมือ (Add)
หมายถึง การขอลงทะเบียนเรียนกับอาจารย์ประจำวิชาโดยตรง ซึ่งปกติแล้วนักศึกษาจะต้องลงทะเบียนเรียนผ่านระบบออนไลน์ของสำนักทะเบียนและประมวลผล โดยมีเงื่อนไขและระยะเวลาที่จำกัด ทำให้นักศึกษาบางคนที่ต้องการลงทะเบียนให้ได้ ขอลงทะเบียนเรียนกับอาจารย์ประจำวิชาโดยตรง

เซ็ก (Section)
หมายถึง การแบ่งวิชาเรียนออกเป็นกลุ่มย่อย ในระบบลงทะเบียนจะกำกับด้วยตัวเลข 001, 002, 003 แต่บางครั้งนักศึกษาก็จะเรียกแต่ละเซ็กด้วยชื่ออาจารย์ผู้สอน

มีน (Mean)
หมายถึง ค่าเฉลี่ยของคะแนนสอบ มักใช้เป็นค่ากลางเพื่อดูว่าเราทำข้อสอบได้ดีแค่ไหนเมื่อเทียบกับคนส่วนใหญ่ ในกรณีที่นักศึกษาพูดคุยถึงคะแนนสอบกับเพื่อน ๆ แต่ไม่อยากระบุตัวเลขที่เจาะจง ก็มักจะใช้มีนเป็นตัวอ้างอิง เช่น “ตกมีน” แปลว่าได้คะแนนคำกว่าค่าเฉลี่ย หรือ “มือแตะมีน ตีนแตะ F” แปบว่าคะแนนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย แต่ก็ยังถือสอบผ่าน

เมกอัป (Make Up Class)
หมายถึง การนัดสอนเพิ่มนอกเวลา ไม่ใช่การนัดสอนแต่งหน้าแต่อย่างใด มักใช้ในกรณีที่อาจารย์ไม่สามารถมาสอนได้ หรือมีเหตุจำเป็น ทำให้ต้องนัดนักศึกษามาเรียนนอกเวลาเรียนปกติ ก็จะเรียกว่า “การนัดเมกอัป”

แอดไวเซอร์ (Adviser)
หมายถึง อาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งถ้าเทียบกับระดับประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษา ก็เหมือนกับ “อาจารย์ประจำชั้น” เพราะการเรียนในระดับอุดมศึกษานั้น ไม่ได้มีการแบ่งนักศึกษาออกเป็นห้องเรียน แต่ละคนมีตารางเรียนที่แตกต่างกัน

 

เว็บเกมส์ออนไลน์ UFA369 เล่นเกมยิงปลาปั่นสล็อตได้เงินจริง
เราเป็นเว็บเกมส์อันดับ 1 ในเอเชีย UFABET ฝากถอนไวสุด ไม่โกง
เกมคาสิโนยอดนิยม บาคาร่า | ยิงปลา | สล็อต | เสือมังกร | ไฮโล | ป๊อกเด้ง





Warning: Missing argument 2 for DB::num_rows(), called in /home/boacth/domains/bo.ac.th/public_html/modules/webboard/read.php on line 584 and defined in /home/boacth/domains/bo.ac.th/public_html/includes/class.mysql.php on line 132 Warning: Missing argument 3 for DB::num_rows(), called in /home/boacth/domains/bo.ac.th/public_html/modules/webboard/read.php on line 584 and defined in /home/boacth/domains/bo.ac.th/public_html/includes/class.mysql.php on line 132